เฟ้น "27 หุ้น" ถูกเหลือเชื่อ!!! พี/อีต่ำ..มีปันผล..เงินสดเยอะ..ราคาต่ำ Book


เฟ้น "27 หุ้น" ถูกเหลือเชื่อ!!! พี/อีต่ำ..มีปันผล..เงินสดเยอะ..ราคาต่ำ Book

"กรุงเทพธุรกิจ BizWeek" จับจังหวะตลาดหุ้นตกเรี่ยพื้น (ทั้งกระดาน) เฟ้นหุ้นคุณภาพดี..ราคาถูก พบเพียง 27 หุ้นแกร่ง ที่ฝ่า 5 เกณฑ์คัดสรร ได้แก่ 1) P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า 2) กิจการมีกำไร 3) P/E ต่ำกว่า 7 เท่า 4) มีประวัติจ่ายปันผล และ 5) มีเงินสดมากกว่า 10% ของมาร์เก็ตแคป

เกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้นในการกลั่นกรองหุ้น โดยมี "ธงนำ" ว่า จะต้องหาหุ้นที่มี "ราคา" ต่ำกว่า "คุณภาพ" (มากๆ) ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็น "หุ้นบลูชิพ..เกรด A" ที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ เหตุนี้..หุ้นคุณภาพอย่าง PTT, PTTEP, TOP, SCC, KBANK, BBL และ SCB จึงไม่ติดเข้ามาในกลุ่ม

สำหรับเกณฑ์การสำรวจครั้งนี้จะวัด(กรอง)จาก "ราคาปิดต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี" (P/BV) ที่ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งมีหุ้นในข่ายนี้มากกว่า 220 บริษัท

เมื่อ "กรองข้อมูล" ในขั้นต่อไป ด้วยวิธีกำหนดระดับ "พี/อี เรโช ต่ำกว่า 7 เท่า" เพื่อให้สะท้อนถึงช่วงราคาที่(ยัง)เหมาะสมต่อการซื้อลงทุน ตลอดจนต้องเป็นหุ้นที่ "มีกำไร" และมีความสามารถในการจ่าย "เงินปันผล" ให้แก่ผู้ถือหุ้นอีกเช่นกัน

ยิ่งกว่านั้นยังได้สำรวจข้อมูลเชิงลึกทางการเงินในเรื่องของ "สภาพคล่อง" ของบริษัท โดยการนำ "เงินสด+เงินลงทุนชั่วคราว" แล้วนำผลลัพธ์มาเทียบ (หาร) กับ "มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด" (มาร์เก็ตแคป) โดยสเปคของระดับสภาพคล่องที่เหมาะสมยามนี้คือ...ต้องสูงเกินกว่า 10% ขึ้นไป เมื่อเทียบกับมาร์เก็ตแคป

ตลอดกระบวนการทั้งหมด ก็เพื่อให้ได้ "หุ้นคุณภาพ" ที่ผ่านการกลั่นข้อมูลอย่างเข้มข้นที่สุด ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีหลักทรัพย์ที่ "สอบผ่านเกณฑ์เพียง 27 บริษัท" เท่านั้น

ถึงแม้ว่าหุ้นส่วนใหญ่ที่ผ่านการคัดสรรมา จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2549 ที่ลดลงไป แต่เมื่อเทียบกับระดับราคาที่เป็น "ราคายุติธรรม" ก็ถือว่าราคาของหุ้นกลุ่มนี้ได้ปรับตัวลดลงมารับข่าว(ลบ)แล้ว

เริ่มตั้งแต่ "ทานตะวันอุตสาหกรรม" (THIP) เป็นหุ้นที่มีราคาปิด "ต่ำกว่า" มูลค่าทางบัญชีมากที่สุด (0.34 เท่า) ขณะเดียวกันฐานะของบริษัทแห่งนี้ยังถือว่ามี "สภาพคล่อง" หรือ "เงินสด" ในอัตรามากถึง 90.78% ของมาร์เก็ตแคป

...นับว่า THIP มี***ส่วนสภาพคล่องสูงสุดในบรรดา 27 หุ้นขุนพลที่น่าลงทุนในภาวะที่ดัชนี SET ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

และแม้ผลงานไตรมาส 1/2549 ของ THIP จะมีกำไรลดลงไปจาก 12.3 ล้านบาท เหลือเพียง 4.3 ล้านบาท แต่บริษัทแห่งนี้ก็ยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลในระดับที่น่าพอใจ ถึงขนาดในปี 2547 ซึ่งบริษัทประสบผลขาดทุน ก็ยังยอมจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเช่นกัน

"สหยูเนี่ยน" (SUC) หลายปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ และจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้กลับมารุ่งจากการ "ร่วมลงทุน" ในธุรกิจพลังงานที่ประเทศจีน

จนสามารถสร้างผลกำไรไตรมาสแรกได้ถึง 451.89 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรเพียง 48.32 ล้านบาท

ส่งผลให้ราคา SUC ค่อยขยับขึ้นจากต้นปีจาก 16.50 บาท มาแถวๆ 22.60 บาท เกณฑ์สภาพคล่องเมื่อเทียบกับมาร์เก็ตแคปก็มีถึง 26.51% แต่ถึงวันนี้ P/BV ของหุ้น SUC ก็ยังคงอยู่ที่ 0.50 เท่า และมี "พี/อี เรโช" เพียง 5.38 เท่า...แค่นั้น

ด้านราคาหุ้นในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ค่อนข้างลดระดับลงค่อนข้างมากไปตามสภาวะอุตสาหกรรมภาพรวม ซึ่งผู้ประกอบการส่วนมากจะชะลอการลงทุนในโครงการใหม่ออกไป ซึ่งส่งผลทำให้แนวโน้มของกำไรปี 2549 อาจจะลดลง

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ (บางตัว) ก็เริ่มเข้าระยะที่น่าลงทุน ไล่ตั้งแต่ "พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค" (PF) ซึ่งราคาปิดต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี...ต่ำกว่าเท่าตัว ราคาล่าสุดลงมาแถวๆ 3.48 บาท แต่ราคา Book Value กลับมีค่าถึงหุ้นละ 7.60 บาท

ยิ่งเมื่อเช็คจาก "พี/อี เรโช" ของบริษัทที่ประมาณ 2.65 เท่า บวกกับบริษัทยังคงมี "สภาพคล่อง" ในอัตราที่น่าวางใจ คิดเป็น 11.84% ของมาร์เก็ตแคป จึงน่าจะช่วยบรรเทาความกังวลของผู้ลงทุนไปได้ระดับหนึ่ง

ถัดมาเป็น "แสนสิริ" (SIRI) ที่ P/BV อยู่ที่ระดับ 0.53 เท่า และมีค่า "พี/อี เรโช" เพียง 4.61 เท่า ขณะที่สภาพคล่อง (เงินสด+เงินลงทุนชั่วคราว) ก็ยังมีอยู่ถึง 21.87% ของมูลค่าหลักทรัพย์

นอกจากนี้ยังมี "เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้" (KC) "โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์" (NOBLE) "ยูนิเวนเจอร์" (UV) และ "พรีบิลท์" (PREB) ที่ปัจจุบันราคาหุ้นปรับลดลงมาค่อนข้างมากเช่นกัน ขณะที่ "พี/อี เรโช" ก็ยังต่ำกว่า 7 เท่า ทางด้านตัวเลขไตรมาสแรกที่ผ่านมาก็ยังคงเป็น "บวก" ซึ่งยังมีแนวโน้มที่ดีของภาวะการจ่ายปันผล

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek สำรวจต่อไปพบว่า หุ้นส่วนใหญ่ที่มีราคาต่ำกว่า Book Value ค่อนข้างจะเป็นหุ้นขนาดเล็กถึงกลางที่มีการเทรดค่อนข้างต่ำ แม้ราคาจะช้าแต่ชัวร์ จากแนวโน้มของกำไรและความต่อเนื่องของเงินปันผล ...ตั้งแต่ "บ.อุตสาหกรรมถังโลหะไทย" (TMD) ซึ่งมี P/BV เหลือเพียง 0.58 เท่า และค่า "พี/อี เรโช" 6.82 เท่า หุ้น TMD ถือว่าเป็นหุ้นที่สามารถรักษาระดับของผลกำไรได้ค่อนข้างดีต่อเนื่อง จึงเหมาะกับนักลงทุนประเภท "แวลู อินเวสเตอร์"

ถัดมาเป็น "จีเอฟพีที" (GFPT) ในอุตสาหกรรมอาหาร (ไก่) ที่ค่อยๆ ถูกกระแสความผันผวนของตลาดหุ้น กดอัตรา P/BV ลงมาที่ 0.55 เท่า ขณะที่ไตรมาสแรกก็ยังต้องขาดทุนจากการ "ปลดระวาง" ของพ่อ-แม่ พันธุ์ไก่ และจากการแคบลงของกำไรขั้นต้นจาก 15.9% เหลือ 11.55%

โดยราคาปิด GFPT เคลื่อนอยู่บริเวณ 14.60 บาท ...ถึงแม้ว่าทิศทางกำไรปี 2549 ของบริษัทจะลดลงจากปีก่อน...แต่มูลค่าหุ้นตาม Book Value ก็ยังมีอยู่ถึงหุ้นละ 26.74 บาท โดยมี "พี/อี เรโช" 4.5 เท่า ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะอ้างอิงราคายุติธรรมของ GFPT ไว้ที่ 7 เท่า (ประมาณ 15.39 บาท)

ข้ามมาที่ "จรุงไทยไวร์แอนด์เคเบิ้ล" (CTW) อีกบริษัทย่อยของอิตาเลียนไทย (ITD) ที่กำไรของบริษัทยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้รับคำสั่งซื้อจากโครงการใหม่ของลูกค้า และมีการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 187.1 ล้านบาท ทะยานขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนที่คว้ากำไรไป 115.5 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นมักเคลื่อนอยู่ในช่วงแคบๆประมาณ 7 บาท ...แต่ P/BV ของ CTW ในปัจจุบันก็ยังน่าสนใจเพราะมีอยู่เพียง 0.7 เท่า และมี***ส่วนสภาพคล่องเทียบกับมูลค่าหุ้นถึง 25.65%

"ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่" (BAT-3K) ของตระ***ลขอไพบูลย์ หมายเลข 1 ตลาดแบตเตอรี่ของไทย เริ่มได้รับผลกระทบจากอาการชะงักของอุตสาหกรรมรถยนต์ แม้ตัวเลขไตรมาสแรกจะมีกำไรโตขึ้น 38.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 53.23 ล้านบาท

ระดับราคาหุ้นของ BAT-3K จึงค่อยปรับลงจน P/BV ต่ำลงเหลือ 0.72 เท่า ที่ "พี/อี เรโช" 5.33 เท่า ด้วยหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 0.5 เท่า และมีสภาพคล่องต่อมูลค่าหุ้นอยู่ถึง 25.48% จึงส่งผลให้ราคาหุ้นตัวนี้เริ่มเข้าสู่ระยะที่น่าสนใจทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีหุ้นของ "แพรนด้า จิวเวลรี่" (PRANDA) ที่มีระดับ "พี/อี เรโช" เพียง 5.74 เท่า และ P/BV 0.84 เท่า โดยยังมีกำไรต่อเนื่อง และอัตราเงินปันผล 10.24% จึงน่าถึงเวลาตุน PRANDA เข้าพอร์ตอีกรอบหนึ่ง

ปิดท้ายที่ "อาร์ ซี แอล" (RCL) ที่ถือเป็นหุ้นเดินเรือเพียงแห่งเดียวที่เข้าเกณฑ์น่าสะสม หลังจากราคาหล่นลงมาจากต้นปี 2549 ที่ 27 บาท เหลือประมาณ 19.6 บาทต่อหุ้น ที่ระดับ "พี/อี เรโช" เพียง 3.01 เท่า ส่วน P/BV อยู่ที่ 0.89 เท่า ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าค่าระวางเรือเริ่มเข้าสู่ช่วงผงกหัวขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มกลับมาสู่ขาขึ้นอีกครั้งในปี 2550

จากนสพ. Bizweek ฉบับ 30มิย.49



ผู้ตั้งกระทู้ musashi โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2006-07-12 00:29:37 IP : 202.139.199.129


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (713209)
ผู้แสดงความคิดเห็น _ ›ำ^๖ฝขถ จ วันที่ตอบ 2007-07-18 14:55:49 IP : 203.146.127.159


ความคิดเห็นที่ 2 (748526)
ผู้แสดงความคิดเห็น _ ›ำ^๖ฝขถ จ วันที่ตอบ 2007-08-24 17:12:48 IP : 203.146.127.179



[1]


Copyright © 2010 All Rights Reserved.