ไทยจะยืนอยู่อย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกใหม่


ไทยจะยืนอยู่อย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกใหม่
Source - บิลเดอร์นิวส์ (Th)

          โลกเปลี่ยนไปทั้งด้านภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ สัตว์ รวมไปถึงพืชผักทั้งหลาย ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไป โดยมีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการทำให้เศรษฐกิจล่มสลาย อย่างอเมริกาและหลายๆประเทศในยุโรปที่กำลังเผชิญอยู่ แล้วประเทศไทยจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่าม กลางการเปลี่ยนแปลง แบบไม่ให้ตกขอบเวที เรื่องนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ ประธานกรรมการบริษัท SCSC ประเทศอังกฤษได้ อธิบายให้ฟังว่า เศรษฐกิจโลกใหม่เกิดขึ้นเมื่อรัสเซียล่มสลาย โลกสมัยใหม่ ใช้กฎระเบียบใหม่ มีเรื่องของสภาพแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา เข้ามาเกี่ยวข้อง มีการใช้เรื่องของสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายสินค้า
          ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในรอบนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี เพราะปัญหามีการสะสมมานาน เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรป ผสมกับปัญหาการจัดการของระบบอียู ที่ไม่ได้มีการบริหารจัดการทางด้านการคลัง ปล่อยให้แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกบริหารจัดการเองอย่างอิสระ ผู้นำของประเทศต่างใช้นโยบายลดแลกแจกแถมเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง ทำให้มีการใช้จ่ายเกินตัวจนเกิดเป็นหนี้สาธารณะ อย่างเช่นประเทศกรีซ ลามไปสู่โปรตุเกส สเปน และอีกหลายประเทศ จนถึงฝรั่งเศส และถ้าระวังไม่ดีจะลามถึงเยอรมนี
          อียูก่อสร้างโดยใช้คนและเงินมหาศาล มีการใช้สถาบันจัดโครงสร้างอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน ถ้าอียูจะใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการตัดเนื้อร้ายทิ้งไป โดยไม่ยอมอุ้มประเทศที่มีปัญหาอย่างกรีซ นั่นหมายความว่าให้กรีซออกไป วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้จะนำมาซึ่งความล่มสลายของอียู ซึ่งจะเป็น
          อันตรายต่อยุโรปหลายประเทศ เพราะยุโรปจะอยู่ยากท่ามกลางการแข่งขันกับประเทศต่างๆ เช่น อเมริกา ยุโรปจำเป็นต้องจับกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นพอที่จะมีพลังต่อรอง ด้วยการทำให้สมาชิกในอียูอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งจนถึงวันนี้ปัญหา
          ต่างๆ ยังไม่จบสิ้น แม้จะแก้ได้แต่ก็อยู่แบบปางตาย
          ประเทศในยุโปรและอเมริกาคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงการขับเคลื่อน
          เศรษฐกิจโลกจะหวังพึ่งยุโรปและอเมริกาไม่ได้ เพราะสหรัฐกำลังสะบักสบอมที่สุด อียูก็สาหัสมาก แม้จะพยายามอุ้มประเทศที่มีปัญหา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าปัญหาจะลุกลามไปขนาดไหน และเงินที่เทลงไปจะพอเพียงหรือไม่ สถานการณ์อียูทรุดแน่นอน
          การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยการเคลื่อนแบบมอเตอร์ ดังนั้นเศรษฐกิจโลกจึงเคลื่อนมาทางซีกโลกตะวันออก อย่างเช่นจีน ที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่และต่อเนื่อง จนถึงมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 3 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมา
          จีนกลายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ในการผลิตสินค้าส่งออกของโลก ด้วยต้นทุนราคาที่ต่ำ จนไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าโลกตกอยู่ภายใต้อาณัติของจีน ในขณะเดียวกันก็เกิดปรากฎการณ์ที่น่าประหลาดใจ นั่นคือเศรษฐกิจของอินเดียมีการขยายตัวอย่างมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน อินเดียมีระบบการศึกษาที่ทรงพลัง มีเทคโนโลยี และมีชนชั้นกลางอยู่ถึง 300 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 1,200 ล้านคน ทำให้จีนและอินเดียกลายเป็นพลังถ่วงดุลทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันระหว่างจีนและอินเดียก็มีอาเซียน ซึ่งปัจจุบันประกอบไปด้วยสมาชิก 10 ประเทศ ที่เริ่มต้นด้วยการกอดคอกันสู้กับคอมมิวนิสต์และขยายไปเป็นประชาคม
          เศรษฐกิจ ที่จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดในปี 2558
          เศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นอีกมิติหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจ ที่ต้องเติบโตขึ้น และเมื่อรวมกับจีนและอินเดีย ก็จะกลายเป็นแรงโน้มถ่วงที่ทรงพลังมาก เป็นการจัดระบบเศรษฐกิจโลกใหม่ ที่ไม่ได้เป็นการจัดระเบียบโดยหลักการ แต่เป็นการจัดระเบียบในการถ่วงดุลอำนาจที่เคยเป็นของขั้วตะวันตกแบบสุดๆ
          แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกใหม่จึงเกิดขึ้นของขั้วอำนาจเศรษฐกิจใหม่ ประเทศที่กำลังพัฒนาของขั้วใหม่ มีส่วนแบ่งการค้าโลกเพิ่มขึ้น ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจมีส่วนแบ่งอยู่ 30% หลังปี 2533 มีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 45% และต่อนี้ไปก็จะแรงขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าอีกเพียง 10 ปีเศษๆ เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาจะมีส่วนแบ่งของเศรษฐกิจโลกเกินครึ่งแน่นอน นั่นหมายความว่าทิศทางการลงทุนจะต้องมาในประเทศที่กำลังพัฒนาเหล่านี้ ซึ่งที่ผ่านมา 1 ใน 3 ของการลงทุนก็มาลงในประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในซีกนอกยุโรป
          วันนี้จีดีพีของประเทศที่กำลังพัฒนาโตเร็วขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศทีพัฒนาแล้วในยุโรปมีอัตราการเติบโตอย่างดีก็แค่ 2% แต่ทางซีกตะวันออกโตถึง 5% ดังนั้นอัตราการขยายตัวจึงแรง และขนาดก็แผ่ขยายมากกว่า
          ประเทศกำลังพัฒนาอย่าง บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน มีประชากรรวมถึงเกือบครึ่งโลกคือประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด มูลค่าของการค้าเมื่อรวมกันก็เท่ากับ 18%
          และอัตราการเติบโตก็ขยายรวดเร็วมาก ที่เห็นได้ชัดก็คือจีน ซึ่งเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโต 8-10% มาสองทศวรรษแล้ว และปัจจุบันแม้จะโตน้อยลงแต่ก็จะยังเติบโตได้พักหนึ่ง
          ในช่วงปี 2534-2547 มีการลงทุนในประเทศจีนของต่างชาติเพิ่มขึ้น 13 เท่า ทำให้จีดีพีก้าวกระโดดเป็นอันดับ 2 ของโลก อีกไม่กี่ปีจีนคงเป็นอันดับหนึ่งของโลกแน่นอน ในขณะที่อินเดียจะขึ้นเป็นอันดับ 3 ในอีกไม่กี่ปีเช่นกัน ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียขยายใหญ่ขึ้นและโตขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นเงินสกุลโลกที่เคยพึงพิงแต่เงินดอลล่าร์ซึ่งกำลังป้อแป้ และทรงตัวลำบาก การเมืองบีบให้ต้องมีการผสมผสานเป็นเงินหลายสกุล เงินสกุลใหม่จะต้องเกิดขึ้นในระยะยาว แต่ระหว่างที่สกุลใหม่ยังไม่เกิดจะมีการพึ่งพาเงินหลายสกุลร่วมกัน
          จากสถานการณ์โลกที่กำลังเคลื่อนไปทางประเทศที่กำลังพัฒนา โดยมีอาเซียนเป็นคนกลางระหว่างจีนและอินเดีย ไทยซึ่งเคยเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียนและสูญเสียความเป็นพี่ใหญ่จนกลายเป็นพี่กลาง ทั้งที่ไทยอยู่ในศูนย์กลางภูมิศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด แต่เราทำให้ความเป็นศูนย์กลาง
          เสียไปโดยไม่รู้ตัวมานานแล้ว ทำให้ในที่สุดไทยก็กลายเป็นประเทศกลางๆ ที่ทิ้งไม่ได้แต่ก็ไม่ได้เป็นที่พึ่งพิง ไทยเรายังมีโอกาสที่จะกลับเนื้อกลับตัวในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ถ้าช้ากว่านี้ก็คงตกเหวหลายชั้นที่ลงลึกและขึ้นได้ยาก
          การรวมตัวของขั้วเศรษฐกิจใหม่ถ้าไม่มีน้ำหนักพอที่จะเป็นที่พึ่งพิงได้ ก็จะเหมือนเรือที่ขาดหางเสือ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการรวมตัวกันอย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีผลกระทบต่อประเทศไทย ประเทศไทยต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เช่นเวียดนามที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก และไม่เพียงแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ยังต้องแข่งกับละตินอเมริกา อาฟริกา ที่มีจุดเด่นบางจุดที่ต่อไปต้องนำไปคิดคำนึ่ง เช่นมีแรงงานราคาถูก มีทรัพยากรมากมาย เศรษฐกิจกำลังโตเพราะการขายทรัพยากรอย่างที่ไทยเคยขายมาแล้ว หน้าต่างทางโอกาสของไทยค่อยๆ ปิดลง เหมือนผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีโอกาสในการที่จะตั้งท้องคลอดลูกได้ ประเทศไทยขณะนี้อยู่ในจุดที่เกือบจะคลอดลูกไม่ได้แล้ว ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาพที่ลำบากว่าทุกยุคที่ผ่านมา ดังนั้นต่อไปรัฐมนตรีของ
          ไทยต้องฉลาดกว่าของอเมริกาจึงจะอยู่รอด เพราะประเทศเขาใหญ่ แต่ถ้าเราไม่ได้มีผู้นำที่ชาญฉลาดในการเป็นผู้นำประเทศและเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะสาหัสมาก
          ต่อไปเราต้องแข่งขันในขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาโอกาส จีนกำลังแผ่อิทธิพลไปถึงอเมริกา แผ่ไปเวียดนาม แผ่มาไทย และกำลังตั้งท่าวิ่งเข้าพม่าซึ่งเคยยึดกรุงศรีอยุธยาได้ถึง 2 ครั้ง ไม่แน่อาจยึดได้เป็นครั้งที่ 3 อ่านแล้วจะตกใจ
          เวียดนามมีทรัพยากรมหาศาล ทั้งพลังงาน ป่าไม้ แร่ธาตุ ถ้าภายในพม่าตกลงกันได้ พม่าจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ทะยานขึ้นเหมือนเวียดนามที่ทะยานขึ้น ในขณะที่เราเคยพยายามแข่งกับสิงคโปร์และก็แพ้ไปแล้ว แข่งกับมาเลเซียก็แพ้ราบคาบ เขมรเองก็อยากแข่งกับเรา ลาวก็ไม่เคยคิดว่าเราเป็นพี่ ปัญหาของประเทศไทยคือยึดติดกับโครงสร้างเดิมมาตลอด เคยค้าขายกับฝรั่งได้เยอะ ก็พึ่งตลาดฝรั่งมาตลอด
          อย่างไรก็ตามขณะนี้เราเริ่มเห็นโครงสร้างที่เปลี่ยนไป เราต้องหาตลาดใหม่ๆ ให้มากขึ้น ในระบบการค้าเสรีจำเป็น
          ต้องหาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาจากตลาดมหาอำนาจเก่า เราต้องทำตัวให้ดีขึ้น รู้จักบริหารตัวเองในโครงสร้างและพยายามหาความสมดุล ระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเก่าและมหาอำนาจเศรษฐกิจใหมี่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
          เราต้องบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น เหมือนสถานการณ์การเมืองที่ทุกวันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น สร้างความซับซ้อนที่เป็นโยงใยและเครือข่าย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็โยงไปถึงทุกที่ เราไม่สามารถที่จะทิ้งเครื่องบินให้จมน้ำแล้วจะทำให้ต่างชาติเขาเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยได้การบริหารภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ สาระของการบริหารก็สำคัญยิ่ง ต้องบริหารให้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้น้ำไหลเข้ามาท่วมอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ และการท่วมก็ไม่ได้เป็นแบบไหลมาตูมเลย แต่ค่อยๆ ไหลจากภาคเหนือลงมาเป็นแรมเดือน ถ้าบริษัทต่างๆ เกิดฟ้องโดยใช้เหตุผลว่าไม่ใช่ปรากฎการณ์ธรรมชาติ และมีการไล่เบี้ยต่อไปเรื่อยๆ นี่เพิ่งจะเริ่มต้น และถ้าความมีมารยาทสิ้นสุดลง ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
          ปัจจุบันมีการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั่วโลกกำลังหาวีธีการช่วยเหลือกันแบบไม่โจ่งแจ้ง นโยบายอัดเงินแบบประชานิยมเพื่อเอาชนะกันทุกพรรคการเมืองจะต้องจบลง เพราะถ้าเดินอย่างนี้ต่อไปในที่สุดบ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะอันตราย
          ทำอย่างไรเศรษฐกิจถึงจะอยู่ได้และยั่งยืน และเติบโตขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อก่อนไทยโตได้เพราะมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามา เราใช้ทรัพยากร และแรงงานราคาถูกที่มีอยู่เหลือเฟือเป็นจุดขาย แต่บัดนี้เราไม่มีแรงงานแบบนั้นและทรัพยากรอีกแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น จีนประเทศเดียว มีประชากรที่จบวิศวกร วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ ออกมาแล้วมีความรู้จริงถึงร้อยละ 43 ของผู้จบมหาวิทยาลัย ต่างกับไทยที่คิดกันแต่ว่าทำอย่างไรถึงจะมีใบปริญญามาติดข้างฝา เรียนแต่ไม่อยากเรียน ต่างกับเด็กอินเดียที่ไม่มีไฟฟ้าให้อ่านหนังสือ ต้องมาคอยแย่งกันยึดเอาเสาไฟฟ้าเป็นที่อ่านหนังสือ มหาวิทยาลัยในอินเดียก็ดังระเบิด เข้าเรียนก็ยาก สู้กับของสหรัฐได้
          ย้อนมาถามไทยเรามีอะไรที่จะสร้างพลัง นอกจากเล่นเส้น เล่นพวก โกงคอรัปชั่นกันแหลกรานทั้งประเทศ นี่คือสภาพของประเทศไทยที่ต้องไปแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะสู้เขาได้อย่างไร วิธีการสู้ก็คือ ต้อง
          สร้างขั้วอำนาจใหม่ที่เรียกว่า บิ๊กแยม ซึ่งหมายถึงก้อนหินหลายก้อนที่นำแยมมาทา สมานเป็นก้อนเดียวกัน จากปัจจุบันที่มี 2 ขั้วคือ อเมริกา และยุโรป จำเป็นต้องมีขั้วใหม่ที่เรียกว่า บิ๊กแยมประกอบด้วย B คือบราซิล เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ซึ่งเข้าใจว่าเป็นอันดับ 6 ของโลก รัสเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่นอกนาโต้ ของยุโรป, อินเดีย, ไชน่า, เกาหลี, เซาท์แอฟริกา, เจแปน, อาเซียน, มิดเดิร์นอีส ทั้งหมดเหล่านี้ต้องผลึกเป็นขั้ว โดยใช้อาเซียนเป็นแกน และถ้าเป็นไปได้จริง ไทยจะได้อานิสงส์ เพราะไทยมีบทบาทบางบทที่จะเล่นได้ ถ้าทิ้งไว้อย่างปัจจุบันนี้ในที่สุดอาเซียนเองก็จะไปไม่รอด
          การพึ่งพิงตลาดต่างประเทศก็จำเป็นต้องปรับ ต้องพึ่งพาภายในให้มากขึ้น เด็กไทยรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 3 เพื่อเพิ่มโอกาส เราต้องสามารถพัฒนาจุดแข็งของเรา ต้องรู้ว่าเศรษฐกิจไทยมีจุดแข็งอยู่ที่ไหน และต้องทุ่มสรรพกำลังไปที่จุดแข็งของ
          ประเทศ ผมไม่เชื่อว่าเราจะชนะได้ถ้าเรายังเป็นอยู่เช่นนี้ ประเทศไทยดีทุกอย่าง ยกเว้นมีคนไทย เพราะเป็นคนขี้เกียจ ขี้อิจฉา ชอบทำลายล้างกัน ไม่รวมตัวกัน ไม่มีความรู้อย่างแท้จริง มีแต่ความรู้ฉาบฉวย มีแต่ปริญญาชน ไม่มีปัญญาชน เรามีโรงเรียนจำทางปัญญา แต่ไม่มีโรงเรียนเพาะชำทางปัญญา ส่วนที่อ่อนมากคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่มีประเทศใดที่อยู่ได้ด้วยการร้องรำทำเพลงอยู่ตามชายหาดอย่างเดียว เราจำเป็นต้องสู้กันด้วยสมอง พลังควายไม่มีทางสู้พลังสมองได้ โลกนี้แข่งกันที่ความสามารถของมนุษย์ เราต้องปฎิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ให้ได้
          สังคมไทยจะกอดคอกันจมน้ำตาย ถ้าเราไม่ปล่อยให้เป็นไปตามความสามารถที่แท้จริง ทำไมสิงคโปร์ที่เคยจนกว่าเรา ไม่มีทรัพยากรใดๆ สามารถพัฒนาจนมีรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปี 13 เท่าของประเทศไทยภายใน 1 ชั่วอายุคนเดียวของลี กวนยู เพราะคนของเขามีคุณภาพ ถ้าไทยยังเป็นเช่นนี้ต่อไปและไม่สำนึก ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ลดน้อยถอยลง มีผู้บริหารของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์เคยพูดว่า ประเทศไทยขนาดไม่ต้องทำอะไรเลยก็เป็นฮับทางสายการบินอยู่แล้ว ใครๆ ก็ต้องบินผ่าน ขนาดมาเลเซียโปรโมทแทบตายก็ยังไม่ขึ้น สิงคโปร์มีความโดดเด่น มากๆ ถึงแข่งกับไทยได้ แต่เราทำมันพังได้เราเก่งจริงๆ
          บรรยายใต้ภาพ
          ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์
          --ที่มา : บิลเดอร์นิวส์ ฉบับที่ 188 ปักษ์หลัง 16-31 มกราคม 2555----จบ--



ผู้ตั้งกระทู้ dr_morky (dr_morky-at-hotmail-dot-com) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2012-02-01 20:32:06 IP : 61.90.139.101


Copyright © 2010 All Rights Reserved.