จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสหรัฐฯไม่สามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะได้ทันภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2554


จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสหรัฐฯไม่สามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะได้ทันภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2554

 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีประเด็นที่พูดถึงกันเป็นอย่างมาก เรื่องที่สหรัฐฯอเมริกา มีการก่อหนี้สาธารณะชนเพดานแล้ว จำเป็นที่จะต้องปรับเพิ่ม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อน ที่ทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวน ไม่ว่าจะเป็นดัชนีราคาหุ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือตลาดตราสารหนี้ ทำให้ผู้ลงทุนหลายคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า เพดานหนี้สาธารณะ คืออะไร และหากปรับเพิ่มไม่ได้ จะส่งผลอย่างไรต่อตลาดการเงิน รวมไปถึงสถานการณ์การลงทุน


โดยนิยามแล้ว เพดานหนี้สาธารณะ (Public Debt Ceiling) หมายถึง ปริมาณหนี้สูงสุด ที่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ จะสามารถกู้ยืม หรือก่อหนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการออกพันธบัตรรัฐบาล การกู้ยืมเงินจากธนาคาร ทั้งในหรือนอกประเทศ โดยเงินที่กู้มานั้น รัฐบาลจะนำมาใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน หรือใช้จ่ายค่าใช้จ่ายประจำทั่วไปของรัฐบาล เช่น เงินเดือนข้าราชการ เป็นต้น


ในส่วนของสหรัฐฯเองนั้น ได้มีการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ระดับ 14.3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบัน ระดับหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้มีการกู้ยืมเต็มวงเงินดังกล่าวแล้ว ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถกู้ยืมเงินได้เพิ่มเติมอีก หากไม่มีการขยายเพดานหนี้ออกไป โดยทางธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ประเมินว่า สหรัฐฯ มีเงินคงเหลือเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ และค่าใช้จ่ายต่างๆ จนถึงแค่วันที่ 2 สิงหาคม 2554 เท่านั้น ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่าย และชำระหนี้เพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน สหรัฐฯยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการปรับเพิ่มหนี้สาธารณะได้  โดยเป็นผลมาจากจากความขัดแย้ง ระหว่างประธานาธิบดีโอบามา (จากพรรคเดโมแครต) กับสมาชิกสภาคองเกรสเสียงข้างมาก จากพรรครีพับลิกัน ที่ยังไม่เห็นชอบตรงกันในเงื่อนไขหลังปรับเพิ่มเพดานหนี้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการลดตัวเลขขาดดุลงบประมาณซึ่งยังเห็นต่างกัน เพราะในขณะที่รัฐบาลสหรัฐแนะนำให้ใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายควบคู่กับการขึ้นภาษี แต่ทางรีพับลิกันกลับแนะนำให้ใช้แค่การลดค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียวแทน ซึ่งหากไม่สามารถตกลงกันได้ก่อน 2 สิงหาคม 2554 ก็มีโอกาสที่สหรัฐฯ จะผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆได้
ผลที่ตามมาจากการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบวงกว้างต่อเศรษฐกิจ ไม่เพียงแค่ในสหรัฐฯเท่านั้น แต่จะส่งผลถึงระบบการเงินของโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นที่จะปรับตัวลงอย่างหนัก รวมไปถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด เนื่องจากสหรัฐฯเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศอื่นอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ค่าเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยนหลักของโลกจะปรับตัวอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลกที่ถือในสกุลสหรัฐฯ รวมไปถึงเงินสำรองระหว่างประเทศต่างๆ มีค่าลดลง


นอกจากนี้ อันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯที่ระดับ AAA ก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลงได้ โดย FITCH ได้ออกมาประกาศว่า อาจจะมีการปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯไปสู่ระดับต่ำกว่าระดับน่าลงทุน (Non-Investment Grade) ได้ แม้จะเป็นแค่ในช่วงระยะสั้นก็ตาม ทำให้คำนิยามของพันธบัตรสหรัฐฯ ที่เคยเรียกกันว่าเป็น สินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยง หรือ Risk Free ก็จะเป็นแค่อดีตไป และอาจจะเกิดภาวะ bank run หรือการถอนเงินออกมา เพื่อไปซื้อสินทรัพย์อื่น (เช่นทองคำ หรือเงินต่างประเทศ) เนื่องจากความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลล่าร์จะสูญเสียไป


ในส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นเพิ่มได้อีก เนื่องจากนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่นในเงินดอลล่าร์ รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆที่จะปรับตัวลดลงมา และหันไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ซึ่งจะดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นสูงได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่นเดียวกับในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 100 ดอลล่าร์ฯต่อออนซ์ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงเดือน จากความกังวลในปัญหาหนี้กรีซ และสหรัฐฯ ในขณะที่ราคาน้ำมัน ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลง เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้สหรัฐฯ จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความต้องการน้ำมัน ก็จะปรับตัวลดลง


อย่างไรก็ดี ได้มีการประเมินกันว่า สถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเพียงการช่วงชิงความได้เปรียบกันทางการเมือง ระหว่าง 2 พรรคในสหรัฐฯเท่านั้น เนื่องจากในปี 2555 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกครั้ง หากทางพรรครีพับลิกัน ปล่อยให้ทางเดโมแครต ของโอบามา ผ่าน ก็จะสูญเสียความได้เปรียบทางการเมือง ทั้งๆที่ทั้งสองพรรคเอง ต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่า หากปล่อยให้เกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา ก็จะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลก จึงคาดการณ์ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว สหรัฐฯเอง จะสามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะได้ก่อน 2 สิงหาคม หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ก็อาจจะมีการผ่านแผน หรือปรับเพิ่มเพดานชั่วคราว เพื่อไม่ให้สหรัฐฯผิดนัดชำระหนี้ ก่อนที่จะไปหาข้อสรุปเพิ่มเติมในอนาคต


ในระยะสั้น มีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นไปได้อีกถึง 1,650 – 1,700 ดอลล่าร์ฯ จากความกังวลดังกล่าว รวมไปถึงค่าเงินดอลล่าร์ที่ยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อมีความชัดเจนเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้แล้ว ก็อาจจะกดดันให้ราคาปรับฐานลงมาได้ อย่างไรก็ดีในระยะยาว ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นไปถึง 1,700 ดอลล่าร์ฯในช่วงปลายปี


ในขณะที่ราคาน้ำมันเอง ก็ยังมีแนวโน้มคงตัว หรือปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าจะใกล้ช่วง Peak Season ของความต้องการน้ำมันในช่วงไตรมาส 3-4ของปี แต่ความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง ก็จะกดดันปริมาณความต้องการน้ำมันลงมา ซึ่งหากมีมาตรการที่ชัดเจนออกมา และทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ก็อาจจะผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลล่าร์ฯต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง


ในส่วนของตลาดหุ้นไทยเอง ก็ได้รับแรงกดดันเช่นเดียวกัน เนื่องจากนับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่าสามหมื่นล้านบาทแล้ว และผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปีได้ แต่จากสถานการณ์ความไม่แน่นอน ทำให้ตลาดจะมีความผันผวนมาก และได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบนี้ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในระยะยาว ก็ยังคงมีแนวโน้มที่เป็นบวกต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาค่อนข้างดี รวมไปถึงการที่เศรษฐกิจจะได้รับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ในส่วนของตราสารหนี้ ก็มีการแกว่งของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรค่อนข้างสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาของตราสารหนี้ และผลตอบแทนของนักลงทุนได้ในระยะสั้น
ดังนั้น การลงทุนในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ จะมีความผันผวนเพิ่มขึ้น นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนระยะสั้น จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในสถานการณ์ปัญหาหนี้สหรัฐฯ แต่นักลงทุนระยะยาว อาจจะมองการปรับลดของราคาหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นโอกาสเพิ่มเติมในการทยอยเข้าลงทุนเพิ่มเติมได้ แต่ต้องยอมรับความเสี่ยง และความผันผวนที่มากขึ้นในระยะสั้นเช่นเดียวกัน

ที่มา : http://www.kasikornasset.com/TH/MarketUpdate/Pages/US_072011.aspx



ผู้ตั้งกระทู้ dr_morky (dr_morky-at-hotmail-dot-com) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2011-07-28 19:53:08 IP : 61.90.139.101


Copyright © 2010 All Rights Reserved.